คู่มือการสร้างฯ View my profile

HOW TO DAY 36

posted on 09 Mar 2010 17:54 by howtoff


(อาจารย์ฐา ณ ขณะที่กำลังนั่งฟังการประชุมอย่างตึงเครียด)


เหมือนกับไม่มีอะไรใหม่ในการทำงาน เพราะวันนี้ที่มานั่งคุยกันในห้องสมุดฟิล์มอีกครั้ง เหมือนกับเป็นการสรุปแผนที่ได้ไปตาม ไปทำ ไปสำรวจมาเรียบเรียงเพื่อเตรียมความพร้อมอีกครั้งเพื่อที่จะเอาไปนำเสนอโปรเจครอบที่สอง หลังจากที่รอบแรกอาการสาหัสจะผ่านแหล่ไม่ผ่านแหล่กันมา ซึ่งรอบนี้พี่ฐากำชับในเรื่องของความเป็นไปได้ภาพรวม ความน่าสนใจและสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ทำออกมา ทั้งในเรื่องของเลย์เอ๊าท์ งานอาร์ท วิชวลต่างๆที่เกิดขึ้น รวมไปถึงแผนต่างๆทั้งในเรื่องของการจัดฉายหนัง เรื่องของบรรยากาศงานต่างๆ ให้ออกมาเป็นรูปแบบเดียวกัน


สิ่งสำคัญอีกอย่างที่เกิดขึ้นในการคุยงานในวันนี้คือการได้ชื่องานอย่างเป็นทางการ (หลังจากที่ทะเลาะกันอยู่นานแสนนานสำหรับเรื่องชื่องาน) จนสรุปได้เป็น "1st Krungthep International Student Film Festival" ซึ่งถือได้ว่าเอาชื่อ "กรุงเทพ" ชื่อเมืองหลวงที่คนไทยในแผ่นดินสยามเข้าใจกันมาช้านานมาทับศัพท์แทนที่คำว่า "บางกอก" ที่ชาวนานาอารยประเทศเข้าใจกัน เพื่อทำให้เห็นว่า เมืองหลวงของสยามประเทศนั้นยังคงมีชื่อในไทยว่า "กรุงเทพ" อยู่

 


(นั่งประชุมเครียด จริงๆนะ)


โดยที่หลังจากได้สรุปชื่อยาวแล้วก็ลองมาตีความโดยการเอาชื่อมาย่อจาก Krungthep International Student Film Festival = KISFF โดยคำว่า "KISFF"ในคำพ้องเสียงจะออกเสียงได้ว่า "คิส" หรือถ้ามั่วนิ่มไปอีกจะได้เสียงที่คล้ายคำว่า "คิด"หรือ "Kids" ที่ได้ทั้งในความหมายของคนไทยที่แปลว่า "คิด" และในความหมายของต่างชาติที่แปลว่า "เด็ก" ซึ่งตอบโจทย์ของเทศกาลหนังนักเรียนนานาชาติ ที่นักเรียนทำกันเองอย่างสวยงาม


หลังจากผ่านในเรื่องของชื่องานแล้ว ก็ต้องมาตามหาในเรื่องของใบสมัครที่จะใช้ต้นแบบมาจากเทศกาลหนังสั้นScreentest ของประเทศอังกฤษ ผสมกับงานเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย มาประยุกต์รวมกัน โดยที่จะต้องนำตัวต้นแบบของใบสมัครนั้นไปให้อาจารย์อำพล ไปตรวจสอบว่าสามารถใช้งานได้จริงก่อน ถึงจะเอาไปดำเนินการต่อไปได้ รวมไปถึงเรื่องระเบียบแบบแผนกฎต่างๆ ก็คงใช้จากทั้งเทศกาลหนังสั้น Screentest ของประเทศอังกฤษ และของมูลินิธิหนังไทยรวมกันเช่นเดียวกับใบสมัคร


และคราวนี้ก็ถึงขั้นตอนการหาที่ปรึกษาในการช่วยเหลือในด้านต่างๆของการทำเทศกาล ตั้งแต่ในเรื่องของการขอสปอนเซอร์เพื่อให้ได้เงินมาสนับสนุนโครงการของเรา การหาหัวขอสัมมนาและวิทยากรที่น่าสนใจ โดยที่จะต้องเข้าไปพูดคุยกับพี่ดุสิต ศิลากองในวันรุ่งขึ้น เพื่อที่จะหาข้อสรุปและเริ่มกระบวนการในการทำงานในขั้นตอนต่อไปกันได้ อีกทั้งยังต้องเข้าไปพูดคุยกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะติดต่อโรงเรียนมัธยมต่างๆทั่วประเทศ รวมไปถึงโรงเรียนอินเตอร์ที่ทางมหาวิทยาลัยสามารถติดต่อได้ เพื่อที่จะเชิญเด็กนักเรียนเหล่านั้นมาร่วมงานเทศกาล ประหนึ่งว่าเป็นงานโอเพ่นเฮ้าส์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพอีกรอบ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ผมเห็นด้วยนัก แต่เอาเข้าจริงเราก็คงเถียงอะไรไม่ได้มาก เพราะในใจแล้วก็ยังอยากให้คนเข้ามาดูงานเยอะๆอยู่ดี


แปลกดีที่ประชุมงานเสร็จเพลงของทาทาอย่าง "อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน" มันดังก้องในหัวแบบแปลกๆ หวังว่ามันคงไม่เจอเรื่องแปลกๆแบบเพลงของทาทาในอนาคตอันใกล้หรอกนะ

 

 

 

END
HOW TO DAY 36

 

 

 

HOW TO DAY 35

posted on 17 Jan 2010 22:19 by howtoff


(หลายๆคนที่ทำเทศกาลนี้มาเดินดูสถานที่จัดงาน)

 
หลังจากที่เริ่มมีอะไรชัดเจนขึ้น แต่มันก็ยังดูไม่ชัดเจนซักทีสำหรับงานนี้ แต่ว่าอีกไม่กี่วันอาจจะต้องมองหาความชัดเจนมากขึ้นเพราะใกล้ที่จะสอบโปรเจคอีกรอบ หลังจากรอบแรกนั้นเล่นเอาสาหัสไปกันพอสมควร


หลังจากผ่านพ้นปีใหม่ไป ในชีวิตผมก็มีเรื่องแปลกๆเข้ามาในชีวิตมากขึ้น หลังจากที่ผมได้ไปหาเพื่อนสาวที่ชลบุรีและเธอบอกผมว่า การถักโครเช่ต์ทำให้ผมนั้นใจเย็นและมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าด้วยวาทะศิลป์หรือวา่าความใจอ่อนของผมกันแน่ที่ทำให้ผมต้องมานั่งถักโครเช่ต์เพื่อที่จะทำให้ใจเย็นและมีสมาธิ (ทั้งๆที่งานตอนนี้ควรจะใจร้อนได้แล้ว)


การถักโครเช่ต์นั่นไม่อาจจะบอกได้ว่างานคืบหน้าไปไหนและงานนั้นจะออกมาให้เห็นได้อย่างไรอย่างเป็นรูปธรรมก็เลยต้องมานั่งคุยกับจิว แฟนคลับจุฬายูไนเต็ด ที่ตอนนี้ทำเวปไซด์เป็นอาชีพร่วมกับเพื่อนของเขา เราก็เลยชวนจิวมานั่งคุยเรื่องของเวปว่าจิวนั้นสนใจที่จะทำเวปไซด์ให้กับเราหรือเปล่า โดยที่ผมนัดจิวมาคุย(รวมไปถึงนัดเพื่อนมาสอนถักโครเช่ต์ด้วย) ก็มีทีมฝ่ายสวัสดิการณ์หรือทีมฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็ตามแต่มาเดินสำรวจพื้นที่ (น่าจะรอบที่ร้อยเห็นจะได้)เพื่อทีึ่จะเอาไปทำภาพร่างเพื่อเอาไปขอสถานที่และเอาไปขอเงินจากสถานที่ต่างๆ


เรื่องเวปไซด์ในการคุยกับจิวไปก็ถือว่าค่อนข้างได้ใจความเลยทีเดียว เพราะได้เอาเรฟเฟอเร้นท์จากเวปไซด์เทศกาลหนังต่างๆให้กับจิวไปศึกษารวมไปถึง บอกกับจิวในสิ่งที่เราต้องการภายในเวปไซด์ รวมไปถึงทำตัวหน้าด้านขอลดราคากับเห็นๆ ซึ่งจิวก็บอกว่าจะกลับไปพิจารณารวมไปถึงจะร่างเลย์เอ๊าท์มาให้ว่าควรจะมีอะไรในเวปไซด์บ้าง 


แต่ตอนนี้ก็คงต้องปล่อยให้จิวไปเตรียมตัวให้พร้อมในเรื่องเวปไซด์ รวมไปถึงเราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเอาข้อมูลต่างๆที่ได้มาไปประชุมงานกับทุกคนในวันรุ่งขึ้น อีกทั้งเตรียมตัวที่จะต้องทำอะไรอีกหลายอย่างเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะไปสอบโปรเจคอีกรอบให้ผ่านอีกด้วย 


รู้สึกอยากเปิดทีวีแล้วดูเกิร์ล เจเนอเรชั่นมากกว่านะ

 

 

END
HOW TO DAY 35

 

 

 

HOW TO DAY 34

posted on 17 Jan 2010 21:33 by howtoff


(พี่แบงค์และพี่ไช้ แห่งมหาสมุดยูไนเต็ดกำลังพักเบรคหลังการยกของอย่างหนัก)


ขึ้นปีใหม่อะไรก็เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในชีวิตของพี่ต๊ะ-จักรพันธุ์ ขวัญมงคล เรื่องของเรื่องคือพี่ต๊ะกำลังจะย้ายบ้านและเปิดร้านการแฟเป็นของตัวเอง นอกเหนือจากนั้นพี่ต๊ะย้ายมาอยู่แถวบ้านผมอีกต่างหาก


ผมมาช่วยพี่ต๊ะย้ายบ้านในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม หลังปีใหม่ได้ไม่กี่วันและนิ้วมือของผมก็ยังคงไม่หายดีอีกต่างหาก ที่จริงช่วงนี้ผมควรจะอยู่บ้านเพื่อที่จะเตรียมงานเทศกาลหนังให้พร้อมที่จะมานำเสนองานให้กับเพื่อนๆอีกรอบ แต่อย่างไรซะมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะออกจากบ้าน ย้ายตัวเองจากหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อมาสูดอากาศบริสุทธิ์ให้จิตใจแจ่มใส สมองปลอดโปร่งให้พร้อมกับการทำงาน


การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ อยู่กับข้อมูล โปรแกรมเทศกาลหนัง การเชคอีเมล์และพิมพ์งานโดยใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิต มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยูกับวงจรเหล่านี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะปฎิสัมพันธ์กับใครต่อใครเพียงแค่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา


นอกจากการย้ายบ้านของพี่ต๊ะที่ผมไปช่วยพี่ต๊ะให้ย้ายอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้ว ที่จริงการไปช่วยพี่ต๊ะย้ายบ้านยังช่วยให้ผมเข้าใจว่าการใช้ชีวิตและการพบปะกับมนุษย์ที่แท้จริงนั้นมันเป็นอย่างไรอีกด้วย

 

 

END
HOW TO DAY 34

 

HOW TO DAY 33

posted on 17 Jan 2010 21:12 by howtoff


(แมงมุมชักใย)


เมื่อวันก่อนทำให้รู้สึกตัวเลยว่าชีวิตเรานั่นมันไม่ได้มีจุดหมายอะไรในชีวิตที่ชัดเจนเลย การทำงานตลอดปีที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าเรื่องที่ไม่คาดคิดมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทุกอย่างที่คิดว่าแต่นอน มันพร้อมจะเปลี่ยนแปลง มันอาจจะเหมือนแมงมุมที่ชักใยบางๆพร้อมที่จะให้เหยื่อมาติดกับของมัน แม้ว่ามันจะไม่ใช่กับดักที่แข็งแรง ที่ทำให้ใครหมาดกลัว แต่สิ่งที่มันทำคือทำให้เหยื่อหลงกลและค่อยๆตายไปอย่างช้าๆ


เราอาจจะค่อยๆหายใจในการทำงานที่ใหญ่โต เราอาจจะเป็นมือใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ที่พร้อมที่จะเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นมาใหม่เรื่องของการเมืองที่มันมีอยู่ทุกที่ทุกทาง อาจจะด้วยความที่มีนักปรัชญาซักท่านเคยกล่าวเอาไว้ก่อนมีอินเตอเนทว่า "มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง" และอะไรก็ตามแต่


สุึดท้ายและท้ายที่สุด เมื่อเวลาเดินทางมาถึงสิ้นปีแล้ว มันคงเหลือเวลาให้เดดินอีกไม่กี่เดือนในการทำงาน ในการพิสูจน์ตัวเอง ในการใช้ชีวิตวัยรุ่นในมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่าใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนให้คุ้มค่า เตะบอลกับเพื่อนให้คุ้มค่า และสิ่งต่างๆเหล่านี้มันค่อยๆที่จะซึมซับและทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้


ปีเก่าอาจจะไม่ได้จากไปไหน แต่สิ่งใหม่ในปีต่อๆไปเท่านั้นที่จะเข้ามาเติมเต็ม

 

 

END
HOW TO DAY 33

 

 

HOW TO DAY 32

posted on 10 Jan 2010 22:08 by howtoff


(เอกสารที่พี่ฐาทำแจกเพื่อประชุมงาน)


งานเข้ากันถ้วนทั่วสำหรับทีมทำเทศกาลหนัง แม้ว่าวันนี้มันจะไม่ใช่วันหยุดราชกาล แต่เพื่อนๆหลายๆคนก็สอบเสร็จไปตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ก็ทยอยกันออกจากตัวเมืองกลับบ้านต่างจังหวัด หรือไปท่องเที่ยวกับครอบครัวตามประสา ทำให้เหลือการประชุมงานครั้งประวัติศาสตร์ส่งท้ายปีเพียงแค่ไม่กี่คน

 


(พี่ฐากำลังจัดการแจกจ่ายงานและหาคนรับผิดชอบ)


คราวนี้พี่ฐาเอาจริงเพราะดูแล้วว่าพวกเราทำงานกันไม่รอดแน่ เลยจัดการแบ่งงานออกมา เพื่อให้ง่ายสำหรับจัดคนลงตำแหน่ง ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่ ฝ่ายสปอนเซอร์ โฆษณา และประชาสัมพันธ์, ฝ่ายพิธีการที่ดูแลในเรื่องของวันเปิด-ปิด การต้อนรับเชิญแขก ประธาน อธิการบดีและอื่นๆที่ดูไฮโซทั้งหลาย, ฝ่ายเทคนิค, ฝ่ายต้อนรับที่เก่งภาษาอังกฤษ, การส่งหนังประกวด รวมไปถึงงานมรดกตกทอดต่างๆ ที่ต้องมาเตรียมการกันอย่างเร่งด่วน

 


(หน้า : แจ้หัวหน้าฝ่ายศิลป ที่กลายเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิค หลัง : คก)


พอมาเริ่มทำงานกันแบบนี้ทำให้หลายๆฝ่ายต้องถูกยุบรวมกันไป รวมไปถึงฝ่ายศิลป์ที่โดนยุบแล้วไปทำงานในฝ่ายเทคนิคกันหมด งานสปอนเซอร์ก็รวมกันกับประชาสัมพันธ์ และงานอื่นๆที่งอกเงยขึ้นมา โดยสรุปแล้วส่วนตัวผมเองจะต้องดูแลเรื่องของการจัดหาน้องๆที่จะทำงานในปีหน้าว่าจะมีใครสนใจมาทำหรือไม่อย่างไร กับหน้าที่ที่จะต้องดูแลโดยภาพรวมทั้งหมดของเทศกาล หรือเอาง่ายๆว่าต้องรู้ทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ในเทศกาลนี้

 


(นัทและจอมดูเครียด.....เหรอ)

แม้ว่าวันนี้จะเป็นการนัดคุยงานอย่างเคร่งเครียดแต่ว่างานก็เดินหน้าไปได้มาก ซึ่งพี่ฐาจะนัดสรุปงานที่ได้แจกจ่ายกันไปในแต่ละฝ่ายกันในช่วงหลังปีใหม่ ในวันที่ 8 มกราคม พร้อมทั้งอาจจะมาพิจารณากันอีกครั้งว่างานครั้งนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดีไม่ดีนี่อาจจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของเทศกาลหนังครั้งนี้แล้วก็เป็นไปได้

 

 

END
HOW TO DAY 32

 

HOW TO DAY 31

posted on 10 Jan 2010 21:40 by howtoff


(พี่ขิงและน้องๆ)

 

งานเข้าก่อนสิ้นปี หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมดไปเมื่อไม่กี่วันก่อน พี่ฐาก็ได้ส่งพี่อีกคนหนึ่งมาช่วยดูแลงานของพวกเรานั่นคือพี่ขิง แต่เป็นวันเสาร์หลังวันคริสต์มาสทำให้ต้องย้ายสถานที่นั่งคุยกันโดยที่ตอนแรกเรานัดกันที่ร้านฟรีดอม คาเฟ่ แต่ดันมีงานวันคริสต์มาสซะก่อน ทำให้ต้องหนีย้ายมายังร้านเชสเตอร์กริลล์ ชั้น 2 ที่สยามแทน


เรื่องหลักๆ ที่คุยกับพี่ขิงก็คือเรื่องโครงสร้างงานที่คุยกันว่าเป็นยังไงบ้าง ทำอะไรไปถึงไหน รวมไปถึงเอางานอาร์ทเวิร์ค(ที่ไม่เวิร์คเอาซะเลยมาให้พี่ขิงดู) ทำให้พี่ขิงพอเห็นภาพรวมทั้งหมดของงานว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง แล้วต้องทำอะไรต่อไปบ้าง และจะช่วยในเรื่องอะไร ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปในเวลาเย็น


หลังจากนั้นผมก็ไปยังร้านเฮมล็อค ย่านถนนพระอาทิตย์เพื่อไปกินเลี้ยงฉลองการปิดฤดูกาลของทีมมหาสมุดยูไนเต็ด โดยการนำของพี่ต๊ะ-จักรพันธุ์ ขวัญมงคล ซึ่งในขณะที่กำลังกินเลี้ยงอย่างสนุกสนาม พี่ฐาโทรมาหาโดยมีขอสรุปของการประชุมในวันนี้ในทัศนคติของพี่ฐาึคือไม่มีอะไรใหม่อันเป็นที่หน้าพอใจ เลยต้องขอนัดประชุมด่วนทุกคนเพื่อสร้างโครงสร้างใหม่และแบ่งงานกันไปทำเพื่อให้ได้ข้อสรุปในเร็ววัน จะได้มีมีคนว่างงานและโทรไปหาพี่ฐาและบอกว่าไม่มีงานทำอีก อีกทั้งเอาอุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำงานไปด้วย เพราะจะได้ทำงานกันได้ในทันทีที่ประชุมเสร็จ ในวันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม วันจันทร์สุดท้ายของปี 2009


นี่มันคงเป็นงานเข้าส่งท้ายปีแล้วหละซินะ

 


(ภาพทีมมหาสมุดยูไนเต็ด)

 

 

 

END
HOW TO DAY 31

 

 

HOW TO DAY 30

posted on 30 Dec 2009 18:06 by howtoff


(ต้นไม้ที่ปลูกและหวังว่าจะออกดอกก่อนวาเลนไทน์)

 

งานที่ดีเกิดจากรากฐานที่แข็งแรง
งานที่ดีเกิดจากการทำงานที่หนักและขยัน
งานที่ดีเกิดจากการเอาใจใส่
งานที่ดีเกิดจากการเข้าใจ
งานที่ดีเกิดจากความสามัคคี
งานที่ดีต้องไม่มีคนสร้างปัญหา


หรือบางทีอาจจะเกิดปัญหาที่ตัวผมเอง
หรือบางทีอาจจะเกิดปัญหาที่มันแก้ไม่ตก
หรือบางที่อาจจะเกิดปัญหาเพราะคิดว่ามันเป็นปัญหา


เราอาจจะแค่ต้องกาารคำตอบที่ดี
เราอาจจะต้องการแค่ประสบการณ์ที่มาสอนสั่ง
เราอาจจะหวังแค่มีใครซักคนที่ให้เวลาและโอกาส


สุดท้ายมันต้องแข่งกับเวลา
สุดท้ายไม่มีใครนั่งอยู่คนเดียวเหงาๆและงานเดิน


แม้บางทีอาจจะช้า
สุดท้ายมันก็ยังได้เติบโต


และคริสต์มาสนี้ที่ทำให้รู้ตัวว่าไม่ใช่เด็กอีกต่อไป

 

 

 

 

END
HOW TO DAY 30

 

HOW TO DAY 29

posted on 30 Dec 2009 17:44 by howtoff


(เนื้อหลายๆคู่)


วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2552

สอบมิดเทอมครั้งสุดท้ายของชีวิตนักศึกษาเสร็จสิ้นไป เป็นการสอบวิชา Music In Contemporary in Mass Media (ชื่อวิชายาวมาก) หรือที่ในเนื้อหาที่เรียนคือการฟังเพลงคลาสสิกอย่างมีคลาสนั่นแหละ โดยที่ไม่รู้ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่ไหน ไหนก็ไหนไหนแล้ว ก็เลยมาเลี้ยงฉลองการสอบเสร็จของผม(คนเดียว) กับรุ่นน้องที่สอบวิชาเดียวกันอีกสองคนนั้นคือ อารอนกับปกรณ์ ที่ร้านเนื้อย่าง "มิยาบิ" ย่านสยาม

 


(ปกรณ์ กับ อารอน)

 

(อารอนคีบเนื่อ)

 


การกินแบบที่ไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องงานมันก็คงเป็นการผ่อนคลาย รีบู๊ทเครื่องใหม่เพื่อให้พร้อมกับสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เตรียมตัวเตรียมงานเพื่อมานั่งประชุมงานกันในวันเสาร์ที่จะถึงในอีกไม่กี่วัน การกินเพื่อให้ลืม การกินเพื่อให้พร้อม หรือการกินเพื่อตั้งหลักสุดท้ายมันก็แค่การกินเพื่อให้อิ่มและพร้อมจะเดินหน้าต่อไป สมกับที่เขาพูดกันมานักต่อนักว่า "กองทัพต้องเดินด้วยท้อง"


ก่อนจะแยกย้ายเจอพี่ปุ่น(คุณธัญสก พันสิทธิวรกุล)ที่โซนขายหนังหน้าลิโด้สยาม ก่อนที่แกจะไปงานอะไรซักอย่างซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ช่วงนี้ปลายปีก็คงต้องทำอะไรที่ค้างคาให้เสร็จสิ้นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

 

(แอบถ่ายคุณธัญสก)

 

 
ก่อนจะถึงคริสต์มาส หวังว่าชีวิตเราน่าจะอยู่ในวงจรของความรื่นรมณ์มากกว่านี้
คนห่างไกลแต่ใจยังคิดถึงกันเสมอ

 

 

END
HOW TO DAY 29

 

HOW TO DAY 28

posted on 27 Dec 2009 19:31 by howtoff


(ช่างภาพ ทีมาออดิชั่นงาน บิ๊กเม้าท์เท่น มิวสิก เฟสติวัลในวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม)

 

ข้อดีของการไปงานเปิดตัวอะไรซักอย่าง หรือการแถลงข่าวอะไรซักอย่างคือการที่ทำให้เราได้เห็นภาพการทำงานที่ดูเป็นระบบระเบียบแบบแผน และได้เห็นอะไรก็ตามแต่ที่เป็นของจริง ที่สามารถใช้งานได้จริง เหมือนในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ร่างจดหมายเสร็จตอนดึกดื่นของวันเสาร์ ตอนเช้าของวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคมก็ต้องเอาตัวเองออกมาที่งานออดิชั่นรอบสุดท้ายของงาน ประกวดช่างภาพ Big Mountain Music Festival ที่จัดโดยทางแกรมมี่ และมีโต้โผตัวใหญ่อย่างป๋าเต๊ด-ยุทธนา บุญอ้อม

 


(คณะมโหรีดนตรีสกา เดอะ ซุเปอร์กราสเซส สกา อองซอมเบิล)

 
ก่อนที่จะเริ่มการประกวดรอบสุดท้าย ที่จะมีวงดนตรี 3 วงมาเล่นสดเพื่อให้ช่างภาพถ่ายก็จะมีการฉายภาพข้อมูลต่างๆ เป็นเหมือนการนำเสนอโครงการให้กับช่างภาพเห็นว่าในงานนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งมันคือสิ่งที่เรานั้นต้องทำเพื่อที่จะเอาไปขอสปอนเซอร์ รวมไปถึงการขอสถานที่ นี่คือตัวอย่างที่ดีมากจริงๆสำหรับการทำงานของเรารวมไปถึงการพรีเซนท์อย่างละเอียด ในเรื่องของความสะดวกสะบาย สิ่งที่เราจะได้รับในงาน รวมไปถึงเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจในการนำเสนอ ถือได้ว่าเป็นงานที่มาและได้อะไรมากกว่าที่คิดเยอะมากๆ ควรจะเอามาปรับใช้กับงานของเราจริงๆ หรืออย่างน้อยฝ่ายศิลป์ที่ต้องทำอะไรพวกนี้ได้เห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเรฟเฟอร์เร้นท์น่าจะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นมากๆเลยนะ

 


(มีทรับเปตช่วยเก็บคีย์บอร์ด)

 
งานตอนนี้ฝ่ายศิลป์คงต้องรับบทหนักมากขึ้นในหลายๆอย่าง มันก็คงขึ้นอยู่กับความพยายามในการหาข้อมูลและความตั้งใจในการทำงานมากกว่านี้ แต่ตอนนี้ผมได้บัตรฟรีมาแล้ว 1 ใบสำหรับการไปเทศกาลดนตรีนี้พร้อมทั้งอัลบั่มของคณะมโหรีดนตรีสกา เดอะ ซุเปอร์กราสเซส สกา อองซอมเบิล กับเหลือแค่ว่าจะได้ไปงานนี้หรือเปล่าก็แค่นั้นแหละ

 


(มีแต่คนถ่ายรูปแต่ไม่มีคนดูมันก็เศร้านะ)

 
สุดท้ายเพลงยูนิฟอร์มของวงดนตรีภูมิจิตขึ้นอันดับที่ 12 ของชาร์ทแฟทเรดิโอแล้วนะทุกคน

 

 


END
HOW TO DAY 28

 

____________________________________________________

เชิงอรรถ
ส่วนหนึ่งของภาพภายในงานที่ถูกเอามานำเสนอใน งานออดิชั่นบิ๊กเม้าท์เท่นมิวสิกเฟสติวัล จากเวปไซด์ของเทศกาลดนตรีแห่งนี้

ขอขอบคุณเวปไซด์ http://bigmountainmusicfestival.com/ ครับ
บัตรขายแล้วนะ อย่าลืมไปซื้อกันหละ
:D

 

 

HOW TO DAY 27

posted on 24 Dec 2009 21:36 by howtoff

 

ถึง : เพื่อนๆทุกคนที่ทำงาน "บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล สติ้วเดนท์ ฟิล์ม เฟสติวัล"
เรื่อง : ข้อตกลงในการทำงานที่ควรปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เอกสารที่แนบ : ไม่มี

เนื่องด้วยหลังจากได้มีการนัดประชุมใหญ่สามัญที่ประชุมกันไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีการแจ้งเตือนแล้วไปว่าให้มาประชุมโดยพร้อมเพียงแต่ก็ยังมีเพื่อนสมาชิกส่วนหนึ่งที่ไม่มาตามกำหนดเวลา ซึ่งอย่างไรก็ดี แต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลอันสมควรแก่ตนเองเป็นฐานหลักในการอ้างอิงถึง ซึ่งทำให้บางทีเราอาจจะต้องมีการทำข้อตกลงที่ควรปฎิบัติตาม เพื่อเป็นหลักเป็นฐานในการปฎิบัตให้เป็นระเบียบแบบแผนเดียวกัน จึงร่างข้อตกลงในการทำงานขึ้นมา 3 ข้อเพื่อที่จะทำให้ทุกคนรู้ว่าตนเองนั้นเหมาะสมแก่การทำงานเทศกาลภาพยนตร์นี้หรือไม่

1) ข้อตกลงพื้นฐานในการนัดประชุมใหญ่สามัญ นั่นหมายถึงการนัดประชุมทุกคนทุกฝ่ายเพื่อให้รับรู้เรื่องราวความคืบหน้าของงาน ซึ่งการนัดประชุมแบบนี้ไม่ควรจะหยุดเกิน 2 ครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตัวอย่างของเหตุอันไม่สมควรและไม่ควรทำตามเช่น การต้องไปทำธุระที่บ้านนั่นอาจจะหมายถึงการไปจัดสวนและรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน หรือการให้อาหารปลา โดยอ้างเหตุผลว่ามันเป็นเรื่องของความเป็นความตายของสมาชิกในครอบครัว ในที่นี้หมายถึงต้นไม้ และปลาซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัวแต่ไม่ใช่เหตุผลอันสมควร หรือ การไปจัดการกับกองมรดกของตนเองโดยที่ไม่มีญาติฝ่ายไหนเสีย นั่นอาจจะดูไม่เหมาะสม เพราะ ถือว่าเป็นการเบิกเงินล่วงหน้าของคนที่ลางานนั่นคือคนที่ลางานไปด้วยเหตุผลนี้จะได้เงิน แต่คนที่มาประชุมต้องทำงานและเสียงเงินในการเดินทางแต่ว่ามันได้ทั้งเงินและทั้งเรียนจบ แม้ลึกๆแล้วประเทศชาติเราอาจจะไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่ในการทำงานควรจะมีน้ำใจ และนึกถึงความเท่าเทียมกันบ้าง ฉะนั้นแล้วไม่ควร อ้างอะไรแบบนี้ให้เกิด ความบาดหมางกับเพื่อนๆในการทำงานโดย เปล่าประโยชน์ นอกเหนือจากนี้ถ้าคิดจะขาดประชุมก็ควรจะบอกก่อนล่วงหน้าและความมีใบลา ที่น่าเชื่อถือในบางกรณีเช่นไปแข่งกีฬาก็ความจะมีใบละและควรจะ รู้ล่วงหน้าเพราะผมเชื่อว่ากีฬาคงไม่บอกตารางก่อนแข่ง 24 ชั่วโมงแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีเวลาซ้อม หรือ การอ่านหนังสือสอบเลยไม่มาประชุม คือผมเข้าใจว่าการสอบสำคัญ แต่ว่าทุกคนก็คงมีสอบ และทุกคนก็สละเวลามาได้ บางทีเราก็ควรจะละคำว่าเห็นแก่ตัวและเห็นแก่ส่วนรวมบ้างอะไรบ้างไม่มากก็น้อย ไม่งั้นจะถูกตราหน้าว่าเรียนจบเพราะเพื่อนคะแนนดีเพราะไม่ทำงาน มันอายนะครับ เหมือนทำงานแล้วได้เงินเดือนเพราะว่าแอบซุ่มไปเลียขาเจ้านายอะไรแบบนั้นไม่ควรทำครับขอร้อง

เรื่องนี้ถือว่าเป็น เรื่องเล็กๆน้อยๆแต่เป็นจุด แรกของการทำให้รู้ว่าทุกคนมี ความรับผิดชอบในการทำงาน ทำให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นและกลมเกลียวกันบ้างในบางจังหวะฉะนั้นจำให้มั่นอย่าให้ขาดในข้อแรกนี้


2) ควรรับผิดชอบงานของตัวเองอย่างเต็มที่และปฎิบัติหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จ ลุล่วงไปได้ด้วยดี แน่นอนครับหลังจากวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านไปแล้วทำให้เราได้รู้ว่าการทำงานในอนาคตนั้นอาจจะต้องทำงานแยกฝ่ายออกไป ไม่ค่อยมีการมาประชุมรวมกลุ่มกันมากเท่าที่ควร ทำให้ความรับผิดชอบในการทำงานนั้นต้องมีมากกว่า ปกติหลายเท่านั่นเพราะว่าการทำงานแบบนั้นคุณจะเป็นเจ้านายตัวเองครับ ซึ่งยกตัวอย่างเป็นบริษัทถ้าหากว่าคุณเป็นเจ้านายตัวเองแล้วทำงานไม่สำเร็จ นั้นหมายถึงการที่คุณอาจจะต้องปิดบริษัท เจ๊ง และอาจจะตายก่อนกำหนด ถ้ามองในมุมของการทำเทศกาลหนัง การที่กลไกที่คุณรับผิดชอบไปนั้นทำงานได้อย่างไม่เต็มที่และไม่ประสบความสำเร็จนั้นอาจจะไม่เจ๊งแค่ตัวฝ่ายของคุณครับ แต่มันพาลเจ๊งไปทั้งเทศกาลและอาจจะได้ทำเทศกาลนี้ใหม่อีกรอบในปีหน้าเพราะ ว่าเรียนไม่จบก็เป็นไปได้ครับ ฉะนั้นแล้วต้องมีความรับผิดชอบในงานที่ทำครับทำ เสร็จก็ทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าทำไม่เสร็จหรือทำไม่ได้ต้องบอกครับ จะได้ช่วยกันคิดช่วยกันแกไขปัญหาครับ อย่าปล่อยให้เนื้องอกเป็นมะเร็งเลยครับ เพราะมันจะรักษาไม่หายและตายสถานเดียวซึ่งเราอาจจะไม่มีตัวอย่างมากครับ แต่อยากให้ทุกคนรับรู้ว่างานถึงไหนครับ อย่าลืมว่าเราเหนื่อยแต่เพื่อนจบมันไม่ถูกต้องครับ ควรรักเพื่อนให้ถูกทางพอๆกับรักความเท่าเทียมกันในสังคมนะครับ

ฉะนั้น แล้วควรกำจัดเนื้อร้ายที่เป็นภาระและถ่วงทำให้คุณไม่สามารถทำงานต่อจนเสร็จ หรือว่ามีชื่อแล้วไม่ทำงานทำให้เปลืองหน้ากระดาษนะครับเนื้องอกเปลี่ยน เป็นเนื้อร้ายคือตายลูกเดียวครับ โปรดอย่าเลี้ยงมะเร็งไว้ในแผนกนะครับ ถ้าพบเจอเมื่อไหร่โปรดแจ้งนะครับ ฝากเอาไว้สำหรับในข้อนี้


3) เรื่องความสมัครสมานสามัคคีเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานครับ เพราะฉะนั้นแล้วจึงมีข้อนี้เกิดขึ้นครับคือไม่ควรทำตัวเป็นปัญหา คำว่ามีปัญหาในที่นี้รวมไปถึงการไปก้าวก่ายงานคนอื่น, การไม่รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองหรือการสร้างภาระให้กับเพื่อนๆที่ทำงานด้วย กัน, การทำอะไรโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากมติกลุ่ม หรือ ทำอะไรโดยไม่บอกกันก่อน เพราะมันจะเกิดปัญหาในภายภาคหน้า หรืออะไรต่างๆที่มติกลุ่มคือเพื่อนๆส่วนใหญ่มองเห็นว่ามันเกิดเป็นปัญหาในกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น การหาเงินไปให้กลุ่มอื่นทำ หนัง โดยที่ไม่ผ่านมติกลุ่มหรือมีความคิดว่าเงินล้านสองที่ต้องหามันน้อยไปหาได้ สาม-สี่ล้านเลยเหลือให้เพื่อนไปทำหนังก็ตามแต่ มันไม่ใช่เรื่องผิดที่จะทำแต่ว่าอยากให้ผ่านมติกลุ่มก่อนที่จะไปนำเสนอ เพื่อจะไม่เสียหายต่องานและเสียอนาคตของคนพูดไปโดยไม่เกิดประโยชน์ หรือการทำให้เพื่อนในกลุ่มทะเลาะกันโดยบอกว่าคนนี้แย่งผัวคนนี้ทำให้คนนี้หึงหวงแล้วเวลาทำงานก็ไม่มองหน้ากันไม่พูดกันทำงานกันไม่ได้ ซึ่งการกระทำเหล่านี้นอกจากเป็นปัญหาในกลุ่มยังเป็นปัญหาสังคมจับได้ควรเอา ไปทำหมันจะได้ไม่มีลูกมาสร้างปัญหาให้สังคมต่อไปซึ่งต้องแจ้งก่อนว่า โปรเจคนี้จะทำให้ทุกคนจบช้ากว่าเพื่อนๆกลุ่มอื่น เพราะว่างานของเราจะเสร็จสิ้นทุกอย่างประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ใครมางอแงบอกว่าไม่เอาแล้วปิดเทอมแล้วและหายไปไม่บอกกล่าวถือว่าหน้าด้านครับ จัดอยู่ในหมวดสร้างปัญหาเหมือนกัน


ซึ่งการสร้างปัญหา นั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มของเรา เพราะเชื่อว่าทุกคนรับผิดชอบกันดีมากและมีความพยายามในการทำงานอยู่แล้วไม่ น่ามีเวลาว่างไประราญใครต่อใครจะเกิดปัญหา


4) เชคอีเมล์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับรุ้ข่าวสาร บอกไปหลายรอบแล้วครับ ขี้เกียจพิมพ์ครับ แต่ขอย้ำว่าการเชคอีเมล์คือหน้าที่ครับสำคัญเท่ากับการเชคห้องสอบครับ ไม่เชคอีเมล์-ไม่รู้ห้องสอบ-ไม่สอบ-ไม่จบ เราคงจะใช้เหตุและผลเดียวกันในสถานการณ์นี้ คือไม่เชคอีเมล์-ไม่รู้วันประชุม-ไม่มาประชุม-ไม่จบครับ ไม่ยากครับ


โดย ที่ผ่านไปทั้งสามข้อไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินไปที่จะปฎิบัติตามครับซึ่งถ้าหากว่าได้อ่านแล้วคิดว่าไม่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองหรือว่ามันยากไปก็ มีข้อแนะนำง่ายๆแบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับคือ
- ไปหางานที่คิดว่าสะดวกและเหมาะกับไลฟ์สไตล์มาทำครับ ซึ่งคาดว่าเพื่อนๆที่ทำโปรเจคมาโปรเจคมากมายให้เลือกอยู่ครับน่าจะง่ายกว่า จบนิเทศน์ฯแล้วสมัครงานเป็นวิศวกรการบินเยอะครับลองไปหา ไปพูดคุยกับเพื่อนที่คิดว่าทำงานแล้วสบายใจเข้ากับชีวิตน่าจะดีกว่าในส่วนรวมและเพื่อตัวของเพือนๆเองครับ

- อาจจะไปสมัครเป็นทีม B ในทีมโปรดักชั่นของพี่ฐาครับ งานนี้อาจะหนักหน่อยแต่น่าจะสบายครับ เพราะว่าคงไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากครับแล้วคาดว่าน่าจะมีคนโทรตาม เช้า-สาย-บ่าย น่าจะเหมาะกับหลายๆคนที่เชคอีเมล์ไม่ได้ครับ

ดร็อปแล้วไปลงทำโปรเจคในเทอมหน้ากับน้องๆครับ เป็นรุ่นพี่น้องๆจะเชื่อฟังครับ หรือก็จะมีเวลาคิดโปรเจคส่วนตัวของตัวเองเป็นปีครับ บางทีอาจจะเอาเวลาไปทัวร์เทศกาลหนังรอบโลกแล้วมาเขียนเป็นพ็อคเกตบุ๊คเป็น โปรเจคจบแบบเก๋ๆก็ยังได้อยู่ครับ ไม่ต้องรีบร้อนแล้วเดือดร้อนกับคนส่วนใหญ่ด้วย


ถ้าหากว่าใครไม่ สามารถปฎิบัติตามข้อตกลง 1-3 ที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ อาจจะมีการเรียกมาพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวหรือส่วนรวมเพื่อที่จะพิจารณาเป็นรายๆไปเพื่อที่จะสรุปหาทางออก รวมไปถึงมองหาเส้นทางให้เดินกันต่อไปในอนาคตที่อาจจะไม่ใช่ทางเดิมให้ครับ


สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนตั้งใจทำงานและสุขสวัสดิ์ดี เมอรรี่คริสมาสครับ
แพท
20/12/2552

 

 

 

END
HOW TO DAY 27